ATELIER2+
ATELIER2+
- ที่อยู่ : 66/115 Phaholyothin Rd Bangkhen Bangkok 10220
- เบอร์โทรศัพท์ : +66 85 815 7888
- Facebook : Atelier2+
- Email : [email protected]
ATELIER2+
ธรรมะและธรรมชาติเป็นสิ่งเดียวที่อยู่คู่กันมาเสมอ หากใครที่ได้ศึกษาพุทธประวัติคงพอทราบว่าในสมัยพุทธกาล สถานที่สำคัญอันเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาส่วนใหญ่เกิดขึ้นใต้ต้นไม้ใหญ่ ในโอกาสวันสำคัญทางพุทธศาสนานี้เราจึงขอรวบรวม ต้นไม้มงคลในพุทธประวัติ ที่มีความสิริมงคลและเป็นที่เคารพสักการะ อีกทั้งยังนิยมปลูกในบ้านหรือสถานที่สำคัญมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งบางต้นอาจมีชื่อพ้องกับต้นไม้ชนิดอื่นจนหลายคนเข้าใจผิด ต้นสาละอินเดีย ต้นไม้มงคลในพุทธประวัติ ที่พบมากบริเวณประเทศอินเดียและเนปาล เมื่อถึงฤดูแล้งที่อากาศหนาวเย็นจะทิ้งใบและออกดอกหอมทั้งต้นคล้ายต้นพยอม (ขอขอบคุณภาพ จาก Geeta Samant ) 1.ต้นสาละอินเดีย ชื่อวิทยาสตร์ Shorea robusta Roxb. วงศ์ DIPTEROCARPACEAE ตามพุทธประวัติกล่าวถึงเหตุการณ์การประสูติและดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าไว้ว่าเกิดขึ้น ณ ใต้ต้นสาละ โดยประสูติใต้นต้นสาละต้นเดี่ยวและปรินิพพานใต้ต้นสาละคู่ หากแต่เป็นต้นสาละอินเดีย ซึ่งมีความแตกต่างกับต้นสาละลังกาที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันและนิยมปลูกในบ้านเราอย่างสิ้นเชิง แม้ว่ารูปทรงของดอกสาละลังกาจะคล้ายคลึงกับดอกบัวที่อาจเกี่ยวข้องกับการดําเนินได้ 7 ก้าวหลังการประสูติก็ตาม เหตุที่แน่ใจได้ว่าสาละลังกาไม่ใช่ต้นไม้ชนิดเดียวกับต้นสาละในพุทธประวัติอย่างแน่นอน ก็เพราะต้นสาละลังกา (Couroupita guianensis Aubl.) มีถิ่นกําเนิดในทวีปอเมริกาใต้ โดยชาวโปรตุเกสเป็นผู้นํามาเผยแพร่ในประเทศศรีลังกาในช่วงปี พ.ศ.2424 ก่อนที่จะแพร่มายังประเทศไทยในเวลาต่อมา สาละลังกาจึงไม่ใช่ต้นไม้พื้นถิ่นที่สามารถเจริญเติบโตในสวนลุมพินีวัน ประเทศเนปาล หรือกรุงกุสินารา ประเทศอินเดีย เมื่อสองพันกว่าปีก่อนอย่างแน่นอน ต้นสาละอินเดีย อยู่ในวงศ์เดียวกับต้นพะยอมและต้นรังของบ้านเรา มีจุดเด่นคือดอกที่ออกเป็นพวงสีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอม ปัจจุบันยังสามารถพบเห็นได้ในป่าและสวนรอบสังเวชนียสถาน อย่างไรก็ตาม ทั้งต้นสาละอินเดียและต้นสาละลังกาต่างเป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเงาและมีความสวยงามเฉพาะตัว หากแต่ควรมีการให้ความรู้และประวัติความเป็นมาที่ถูกต้อง […]
Baba Beach Club Phuket เป็นโรงแรมสุดหรูในเครือศรีพันวาที่ตั้งอยู่บริเวณหาดนาใต้ของจังหวัดพังงา หลายคนอาจสงสัยว่าดูจากชื่อโรงแรมแล้วน่าจะอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต
กว่าจะได้ครอบครองบ้านหนึ่งหลัง ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่? 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปี ล้วนแต่เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ซึ่งในช่วงเวลาที่ยาวไกลนี้หากหนทางไม่ราบรื่น ค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่รายได้ที่เคยมีประจำหดหาย การรัดเข็มขัดลดภาระค่าใช้จ่ายจึงเป็นทางออกในการสร้างสภาพคล่องให้การผ่อนชำระบ้านไม่สะดุด ซึ่งการรีไฟแนนซ์คืออีกหนึ่งคำตอบที่จะช่วยให้ภาระหนี้เราเบาลงและผ่อนบ้านหมดได้ไวขึ้น อะไรคือการรีไฟแนนซ์? สินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ เป็นการขอยื่นกู้สินเชื่อบ้านกับธนาคารแห่งใหม่ โดยปกติจะขอรีไฟแนนซ์ได้ต่อเมื่อผ่อนสินเชื่อบ้านกับธนาคารเดิมไปแล้ว 3-5 ปี ตามแต่เงื่อนไขที่ระบุในสัญญากู้บ้านของธนาคารนั้น ๆ ซึ่งเมื่อครบกำหนดเวลาก็สามารถนำวงเงินสินเชื่อบ้านที่เหลือนั้นมารีไฟแนนซ์ได้โดยไม่เสียค่าปรับรีไฟแนนซ์ก่อนกำหนด ทั่วไปแล้วในช่วง 3-5 ปีแรกอัตราดอกเบี้ยที่ทางธนาคารเรียกเก็บจะเป็นอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้น การรีไฟแนนซ์บ้านจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้ รีไฟแนนซ์ดีอย่างไร ข้อดีของการรีไฟแนนซ์บ้านข้อแรกคือ อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจากธนาคารแห่งใหม่จะต่ำลงกว่าที่เดิม ช่วยให้ผ่อนบ้านได้หมดเร็วขึ้น ข้อสอง สามารถขยายระยะเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ยอดผ่อนบ้านต่อเดือนลดลง ทำให้มีสภาพคล่องทางการเงินสูงขึ้น ทั้งนี้ข้อสุดท้ายคือสามารถขอวงเงินกู้เพิ่มได้ โดยใช้ส่วนต่างของราคาประเมินบ้านกับยอดหนี้คงค้างจากธนาคารเก่าก็จะได้วงเงินสินเชื่อกู้เพิ่มเพื่อใช้ในสิ่งที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซม ต่อเติมปรับปรุงบ้าน ฯลฯ ก่อนรีไฟแนนซ์ต้องเลือกอย่างไร แน่นอนว่าขั้นแรกของการตัดสินใจเลือกรีไฟแนนซ์บ้านคือต้องผ่อนชำระบ้านไปแล้วอย่างน้อย 3-5 ปีตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร จะได้ไม่เสียค่าปรับจากการรีไฟแนนซ์ก่อนกำหนด หากเข้าเงื่อนไขในข้อแรกจึงพิจารณาเลือกธนาคารเพื่อยื่นรีไฟแนนซ์ใหม่ โดยพิจารณาจากเงื่อนไขต่างๆ ที่เหมาะสมและตรงตามความต้องการ เช่น วงเงินที่ได้รับอนุมัติ ระยะเวลาการผ่อนชำระ […]
บริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด
ในเครือ บริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน)
Tel : 0-2422-9999 ต่อ 4220
Email : [email protected]
0-2422-9999 ต่อ 4180
(จันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 18.00 น)
[email protected]