วิธี การเลือกใช้อุปกรณ์ เพื่อให้เหมาะกับงาน
อ่านเพิ่มเติม : HAPPY BATHROOM : การเลือกซื้อกระเบื้องปูห้องน้ำ
อ่านเพิ่มเติม : เลือกวัสดุ ปูพื้น ให้สวยตามรสนิยมและเหมาะสมกับการใช้งาน
อ่านเพิ่มเติม : การเลือก “วัสดุลอกสีและอุดโป๊วเกี่ยวกับงานไม้”
อ่านเพิ่มเติม : HAPPY BATHROOM : การเลือกซื้อกระเบื้องปูห้องน้ำ
อ่านเพิ่มเติม : เลือกวัสดุ ปูพื้น ให้สวยตามรสนิยมและเหมาะสมกับการใช้งาน
อ่านเพิ่มเติม : การเลือก “วัสดุลอกสีและอุดโป๊วเกี่ยวกับงานไม้”
<< ติดตามข้อมูลดีๆได้ที่นี่ >>
No related posts.
ซ่อมสีเก้าอี้ เฟอร์นิเจอร์ไม้เมื่อใช้งานไประยะหนึ่งจะพบปัญหาที่หนียังไงก็ไม่พ้นคือพื้นผิวถลอกเสียหายจากการใช้งาน จนหลายครั้งมองๆ ดูแล้ว คิดอยากจะทำใหม่ให้สวยงามใช่ไหมครับ ถ้าเป็นงานประเภทย้อมสีเนื้อไม้จะซ่อมแซมค่อนข้างยาก เพราะต้องขัดเอาสีเก่าออกทั้งหมดแล้วทำสีใหม่เลย เฟอร์นิเจอร์ไม้จริงส่วนใหญ่จะทำกันในลักษณะนี้ เพื่อให้สีเนื้อไม้สวยงามถูกใจลูกค้า งานไม้ที่มีสีสันและความสวยงามเฉพาะตัวอยู่แล้ว เช่น บานประตูไม้สัก นิยมทาเพียงแล็คเกอร์หรือยูรีเทนให้เงางาม ซึ่งวัสดุเคลือบทั้งสองชนิดนี้เป็นแบบใส สามารถซ่อมแซมเฉพาะจุดได้โดยใช้กระดาษทรายขัดส่วนที่ถลอกและเลอะเทอะออก แล้วทา ตามวัสดุเคลือบเดิมได้เลย แต่หากเป็นชิ้นงานที่ทำไว้นานแล้วและต้องการซ่อมแซมเฉพาะจุด สีของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นอาจจะดูไม่สม่ำเสมอ จึงหนีไม่พ้นการขัดเอาเคลือบผิวเดิมออกให้หมดจนถึงเนื้อไม้ แล้วทาเคลือบสีใหม่ลงไปให้ทั่ว การทาเฟอร์นิเจอร์ไม้ด้วยสีน้ำมันมักจะทาลงบนเนื้อไม้ที่มีลายไม่สวย หรือเพื่อให้ทนทานต่อการใช้งานและต่อลมฟ้าอากาศมากที่สุด เช่น บานประตูไม้ภายนอกอาคารที่ถูกแดดถูกฝนมาก เพราะสีน้ำมันทนทานกว่าแล็คเกอร์และยูรีเทนมาก อีกทั้งดูแลรักษาได้ง่ายกว่า จะซ่อมแซมเฉพาะจุดก็ทำได้ แต่สีที่ทาลงไปใหม่จะแตกต่างจากของเดิมอย่างชัดเจน หากต้องการทาสีใหม่ทั้งหมดก็ไม่จำเป็นต้องขัดสีน้ำมันเก่าออกจนถึงเนื้อไม้เหมือนการเคลือบผิวด้วยแล็คเกอร์หรือยูรีเทน แต่เป็นการขัดเอาพื้นผิวบนสุดที่สกปรกเลอะเทอะออกก่อนด้วยกระดาษทราย จากนั้นก็ทำความสะอาดพื้นผิว แล้วทาสีน้ำมันทับลงไปได้เลย โดยเราจะผสมน้ำมันสนให้เจือจางและลดความเข้มข้นของสีลง จึงทำงานได้สะดวกขึ้น แต่ถ้าผสมสีน้ำมันด้วยทินเนอร์ กลิ่นจะแรง ระเหยเร็ว แห้งเร็ว แต่อาจทำงานได้ไม่สะดวกนัก จึงต้องเลือกตัวทำละลายที่เหมาะกับวิธีทำงานของเรา เรื่องและภาพ บ้านนายช่าง หนังสือที่มีบทความของผู้เขียน บ้านและสวน The Manual คู่มืองานช่างของคนรักบ้าน << สั่งซื้อได้ที่นี่ >> อ่านเพิ่มเติม : ถุงมือสำหรับงานช่าง […]
รีโนเวตบ้านชั้นเดียว ให้กลายเป็นบ้านสองชั้น ทำได้จริงหรือไม่? ไม่อยากรื้อบ้านทั้งหลังแต่อยากขยายขึ้นไปชั้นสอง ถ้าตอบตรงๆ ก็คงจะต้องตอบว่า ทำได้จริง! และทำไม่ได้! เพราะมีเงื่อนไขขั้นตอนในแง่ของโครงสร้างและกฏหมายอยู่ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นบ้านและสวนจึงอยากขอแจกแจงให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจว่า รีโนเวตบ้านชั้นเดียว เป็นบ้านสองชั้น ทำได้หรือไม่? ถ้าทำได้จริง ทำได้เพราะอะไร? และถ้าทำไม่ได้ มีหลักการและเรื่องที่ควรคำนึงอย่างไร? เพื่อจะได้พิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจสร้างบ้านหรือต่อเติมต่อไปนะครับ กรณีตอบว่าทำไม่ได้ กรณีออกแบบเผื่อต่อเติมชั้นสอง ทำไม่ได้เพราะ เพราะว่าการออกแบบบ้านนั้นไม่นิยมเผื่อโครงสร้างมากกว่าที่จะสร้าง เหตุผลก็คือในการขออนุญาตนั้นจะต้องทำในครั้งเดียว หากการคำนวญโครงสร้างนั้นมีการเผื่อชั้นสองชั้นสาม การขออนุญาตก็จะต้องขอไปในทันที ซึ่งเขาไม่ทำกันเนื่องจากมีความยุ่งยากเกินไป กรณีตั้งใจออกแบบให้ชั้นสองมีโครงสร้างอยู่ในพิกัดเสาเดิม ทำไม่ได้ถ้าหากไม่ใช้โครงสร้างเบาเช่น โครงสร้างไม้ หรือ โครงสร้างเหล็ก เพราะไม่ได้ออกแบบรอรับการต่อเติมไว้ อาจก่อความเสียหายกับโครงสร้างเดิมได้ อีกทั้งยังจำเป็นต้องขออนุญาตใหม่อีกด้วย กรณีตอบว่าทำได้ ในกรณีที่ทำได้นั้น สามารถเลือกออกแบบได้หลายวิธี วิธีที่ 1 ออกแบบโดยใช้ฐานรากใหม่ วิธีนี้จะใช้การลงเข็มและทำฐานรากเพื่อทำโครงสร้างของชั้นสองใหม่ ข้อเสียคือจะไม่ได้อยู่ในแนวพิกัดเสาเดิม แต่สามารถออกแบบให้แนวเสาใหม่เข้ามาอยู่ชิดกับแนวเสาเดิมได้ จากนั้นจึงออกแบบให้ชั้นหนึ่งกับชั้นสองต่อเชื่อมเป็นอาคารเดียวกัน*ต้องปรึกษาวิศวกรและสถาปนิกตั้งแต่เริ่มต้น วิธีที่ 2 ออกแบบโครงสร้างชั้นสองด้วยโครงสร้างเบา วิธีนี้คือการรื้อโครงสร้างหลังคาออกมาก่อนแล้วจึงต่อเติมชั้นสองโดยเลือกใช้โครงสร้างเบา ทั้งนี้โครงสร้างเดิมต้องได้รับการพิจารณาจากวิศวกรเสียก่อนว่า สามารถรับแรงได้จริง และปลอดภัย หากเป็นกรณีที่ออกแบบเผื่อต่อเติมชั้นสองอยู่แล้ว อาจพิจารณาเลือกใช้โครงสร้างแบบ “ผนังรับน้ำหนัก” จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด […]
สิ่งหนึ่งที่เจ้าของบ้านไม่อยากพบเจอคือ ผนังเก่า สีเริ่มซีดจาง ลอกล่อนเป็นฝุ่นผง เกิดคราบเชื้อราและตะไคร่น้ำ ยิ่งถ้าหากผนังในบริเวณนั้นสัมผัสกับความชื้น น้ำ และแสงแดด ก็จะยิ่งแสดงผลให้เห็นชัดและเร็วขึ้น อาการเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณว่าสีทาบ้านเริ่มเสื่อมสภาพ ถึงเวลาต้องทาสีใหม่แล้ว ต้องทำความเข้าใจกันก่อนเลยว่า อายุการใช้งานของสีแต่ละเกรดนั้นยาวนานไม่เท่ากันเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ 5-15 ปี ยิ่งอยู่ในบริเวณที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงด้วยแล้ว ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สีเสื่อมสภาพเร็วขึ้นได้ ดังนั้นสำหรับผนังภายนอก การเลือกสีทาบ้านที่มีความทนทานต่อสภาวะอากาศ ทั้งแดด ทั้งฝน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เจ้าของบ้านต้องพิจารณาร่วมด้วย ในขณะเดียวกัน ผนังภายในบ้านที่อาจจะไม่เห็นการเสื่อมสภาพด้วยตาเปล่า แต่เมื่อลองใช้มือถูหรือใช้ผ้าเช็ดจะมีฝุ่นผงหลุดล่อนติดมาด้วย นั่นก็เป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าสมควรแก่การทาสีผนังใหม่แล้วเช่นกัน ซึ่งในกรณีทาสีบนผนังหนังเก่าเช่นนี้ ขั้นตอน “การเตรียมพื้นผิวก่อนการทาสี” มีความสำคัญมาก เพราะหากผนังไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะทาสีใหม่อีกรอบ ปัญหาฟิล์มสีลอกล่อนก็จะตามมาเช่นเดิม ฉะนั้นมาดูกันว่าการเตรียมพื้นผิวผนังให้พร้อมสำหรับการทาสีใหม่อีกรอบต้องตรวจสอบตรงไหนอย่างไรบ้าง 1. ให้สำรวจผนังและซ่อมแซม ในขั้นตอนของการฉาบปูนหากช่างไม่มีความชำนาญ บ่มปูนไม่ดี นอกจากจะเกิดปัญหารอยแตกลายงาตามมาแล้ว ยังอาจทำให้เกิดคราบเกลือบนผนัง ที่มีสาเหตุมาจากปูนสะสมความชื้นไว้แล้วค่อย ๆ คายออก หรือปัจจัยทางธรรมชาติอื่น ๆ เช่น เกิดคราบตะไคร่น้ำเนื่องจากบริเวณใกล้เคียงต้องสัมผัสกับความชื้น เกิดปัญหาสีหลุดร่อนเพราะความชื้นสะสมจากดิน หากผนังมีร่องรอยความเสียหายเหล่านี้ให้ทำการซ่อมแซมส่วนนี้ก่อนเป็นอันดับแรก 2. ตรวจสอบคุณภาพของผนังปูน ก่อนทาสีต้องมั่นใจว่าทั้งค่าด่างและค่าความชื้นอยู่ในระดับที่เหมาะสม ตามธรรมชาติของปูนเมื่อได้รับความชื้นจากสภาพอากาศจะเกิดความเป็นด่างทำให้ผนังเกิดคราบเกลือชัดเจน จึงควรเช็คสภาพค่าความป็นด่างของพื้นผิวโดยใช้กระดาษลิสมัต (Litmus Paper) […]
บริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด
ในเครือ บริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน)
Tel : 0-2422-9999 ต่อ 4220
Email : [email protected]
0-2422-9999 ต่อ 4180
(จันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 18.00 น)
[email protected]